Archive for the ‘howto’ Category

Time to concern about baby teeth

Friday, February 6th, 2009

Normally parents have to be concerned the baby’s teeth whenever the teeth come out from 6 months but for Focus, it comes quite late when she was 11 months, so when I meet health visitor, she told me to regist my child to the dentist and start using small amout of toothpaste(baby toothpaste) while she brushs her teeth becasue I start brushing her teeth without toothpaste for a while since I have seen her first tooth, and I didn’t use toothpaste becasue I read lots of article from website and it also suggest that I shold use it when the child is 3 years. However, the new knowledge today found that it might be very late to solve the problem of children’s teeth if parents apply toothpaste from 3 years.

Thus today I start to apply a small amount of toothpaste during brushing her teeth. Look at her teeth when she start using on video2, it is different from the first one.

รวม

Video1

Video2

จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพแห่งชาติของกองทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ใน พ.ศ. 2544 พบว่าเด็กไทยวัย 3 ขวบ ซึ่งเพิ่งมีฟันน้ำนมขึ้นครบ เป็นโรคฟันผุ ร้อยละ 65.7 มีฟันผุเฉลี่ยคนละ 3- 4 ซี่ การศึกษาในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี พ.ศ. 2538 พบว่าเด็กอายุ 3 ปี มีฟันผุร้อยละ 70.5

ป้องกันฟันผุ

* ถ้าเป็นระยะมีฟันขึ้นแล้วให้ดื่มน้ำตามทุก ครั้งที่ดูดนม ฝึกลูกทานนมจากแก้วตั้งแต่อายุ 6 เดือน และดูดจากกล่อง เมื่ออายุ 8-10 เดือน
* ไม่นำน้ำเปล่า น้ำหวาน น้ำผลไม้ ใส่ขวดนมให้เด็กดูด
* ไม่เติมน้ำตาล น้ำผึ้งลงในนมและน้ำดื่ม
* ให้เลิกดูดขวดนมเมื่ออายุ 1 ปี อย่างช้าไม่เกิน 1 ปี ครึ่ง
* พยายามฝึกไม่ให้เด็กดื่มหรือดูดนมหลังทำความสะอาดฟันก่อนเข้านอน

การแปรงฟันให้กับเด็ก

ควรทำอย่างน้อยวันละหนึ่งครั้ง และควรเริ่มต้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เมื่อใดก็ตามที่ฟันเริ่มโผล่ขึ้นมาให้เห็น ส่วนใหญ่ประมาณ 6 เดือนฟันน้ำนมซี่แรกก็จะโผล่ขึ้นมา เพื่อฝึกให้เด็กเคยชินกับการดูแลทำความสะอาดฟัน และถ้าเป็นไปได้ก็ควรจะทำในตอนเช้าหรือก่อนนอน

แปรงสีฟัน

ควรเริ่มแปรงฟันให้ลูกเมื่อมีฟันขึ้นมาในช่องปากเต็มซี่อาจจะใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำสะอาดแปรงฟันให้ก่อนพันนิ้วแล้วถูที่ฟันและเหงือกเด็กเบาเบา หรือถ้าจะซื้อแปรงก็ควรเป็นแปรงที่มีขนนิ่มๆอ่อนหัวเล็กๆ ที่จะสะดวกเวลาสอดเข้าไปในปากเด็ก และไม่ควรใช้นานเกินสามเดือนหรือถ้าขนแปรงเริ่มจะบานออกก็อาจเปลี่ยนก่อนได้

ควรเริ่มแปรงฟันให้ลูกหรือใช้ยาสีฟันเมื่อใด

เมื่อฟันโผล่มาเต็มที่่อาจใช้ยาสีฟันปริมาณเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาโรคฟันพุในเด็ก และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะ ฟลูออโรซิสควรเป็นยาสีฟันสำหรับเด็กที่มีฟลูออไรด์ต่ำสุด(about 600 ppm,parts per million)เพราะบางครั้งเราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เด็กจะกลืนเข้าไป แตะพอเปื้อนขนแปรงหรือเท่าเม็ดถั่วเขียว เมื่ออายุประมาณ 3 ขวบ เด็กสามารถควบคุมการกลืนและบ้วนปากได้เอง ก็ให้ใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์มากขึ้น

References
http://www.babycentre.co.uk/baby/dailycare/teeth/
http://www.clinicdek.com/index.php?option=com_content&task=view&id=373&Itemid=2

ลูกรักฟันดี เริ่มที่ซี่แรก

Tuesday, January 27th, 2009

ยังมีผู้เข้าใจว่าการดูแลรักษาฟันเริ่มที่ฟันแท้ ความจริงแล้วฟันแท้จะดีได้ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาฟันน้ำนมด้วย

แต่น่าเป็นห่วงเมื่อเห็นผลการสำรวจเด็กไทยกลุ่มอายุ 3 ปี เมื่อปี 2548 พบว่า เด็กไทยมีปัญหาฟันน้ำนมผุถึงร้อยละ 60 และเฉพาะในพื้นที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี จากการสำรวจของ ทันตแพทย์วสันต์ สายเสวีกุล และ คณะ พบว่าฟันน้ำนมผุถึงร้อยละ 52 และเมื่อปี 2550 พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 69.7 นอกจากนี้ในเด็กแต่ละคนมีฟันผุเฉลี่ยถึง 2 ซี่

สาเหตุหลักมาจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่ปล่อยให้เด็กดื่มนมจนหลับ คาขวด รวมถึงการดื่มนมชนิดหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ขาดการทำความสะอาดในช่องปาก เด็กไม่แปรงฟัน หรือเด็กแปรงฟันเอง แต่ไม่สะอาด รวมไปจนถึงการเสริมฟลูออไรด์ที่ไม่ต่อเนื่อง นำมาสู่ผลที่ทำให้เด็กอายุ 0-3 ปี เกิดฟันผุขึ้นมาได้ และอาจส่งผลไปถึงฟันแท้ในอนาคตได้

ดังนั้นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ให้การสนับสนุนดำเนินโครงการสร้างเสริมทันตสุขภาพในเด็ก 0-3 ปี อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2551 และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 มี.ค. 2552 เพื่อที่จะลดอัตราฟันผุของเด็กกลุ่มนี้ในพื้นที่ให้น้อยลง และให้ความรู้ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูลูก และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญในการดูแลช่องปากของลูกน้อย รวมถึงการให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)ในพื้นที่เพื่อกระจายความรู้ไปสู่ชุมชนให้มากขึ้นด้วย

ทพ.วสันต์ ทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพานทอง จ.ชลบุรี ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ เล่าถึงการดำเนินโครงการที่ผ่านมากว่า 9 เดือนว่า โครงการมีพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลคือ ต.พานทอง ต.หนองตำลึง ต.บ้านเก่า และ ต.บางนาง การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ อสม. ในพื้นที่ร่วมกับสถานีอนามัย องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบลพานทอง และคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นวิทยากร นอกจากนี้ยังลงพื้นที่สถานีอนามัยเพื่อให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กเป็น การกระตุ้นให้เห็นความสำคัญ และให้ฟลูออไรด์วานิช (เคลือบฟัน) กับเด็กที่เริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นแล้ว

ในการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดที่สถานีอนามัยหนองตำลึง เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง และให้ฟลูออไรด์วานิชกับเด็ก ผู้ปกครองหลายคนพาลูกหลานมาร่วมอบรม พร้อมทั้งซักถามด้วยความสนใจ เพื่อที่ความรู้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ เมื่อกลับไปถึงบ้าน

หนึ่งในผู้เข้าอบรม ชนกานต์ ยาปัญ คุณแม่ที่มีลูกน้อยวัย 4 เดือนเศษ เธอเป็นแม่บ้านจึงมีเวลามากพอที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง บอกว่าทุกครั้งที่มีการอบรมเรื่องการดูแลสุขภาพเด็กเธอจะสนใจเข้าร่วม และความรู้ที่ได้ก็นำไปใช้กับลูก แม้ว่าลูกจะดื่มนมตัวเอง แต่ทุกครั้งเธอจะทำความสะอาดโดยใช้ผ้าเช็ดปากเพื่อล้างคราบนม หรือป้อนน้ำตาม รวมถึงพาลูกมารับฟลูออไรด์ตามที่แพทย์กำหนด

การเอาใจใส่สุขภาพช่องปากของลูกเช่นที่ชนกานต์ทำอยู่นี้ มีผลให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อเธอบอกว่าลูกคนแรกของเธอที่ตอนนี้อายุ 6 ขวบแล้ว ฟันแท้เริ่มขึ้น แต่พบว่าไม่มีฟันผุเลย เนื่องจากเธอปฏิบัติเช่นนี้กับลูกคนแรกเช่นกัน

ส่วน รัชนี กรรณีวงษ์ คุณแม่ที่มีลูกวัย 6 เดือน บอกว่า ฟันน้ำนมของลูกขึ้นตั้งแต่อายุ 4 เดือนแล้ว จึงพาลูกมารับฟลูออไรด์ เธอบอกว่า “น้องแทน” เป็นลูกคนที่สอง ซึ่งเธอมีโอกาสได้เลี้ยงเอง จึงนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ ด้วยการทำความสะอาดช่องปากให้ลูกทุกวันๆละ 2 ครั้ง

“โชคดีที่ลูกคนนี้ได้มีโอกาสเลี้ยงเอง ลูกจึงได้ดื่มนมแม่ ไม่ต้องดื่มนมจากขวด ทำให้ดูแลได้ง่ายขึ้น ลูกคนแรกตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้วไม่ได้เลี้ยงดูเอง ไม่ได้ดูแลเขาแบบนี้ ตอนนี้ฟันแท้ขึ้นแล้วเขามีฟันผุทั้งปากเลย เพราะชอบกินขนมหวาน ลูกอม ตอนนี้ต้องพาไปหาหมอฟันอยู่บ่อยๆ” รัชนีเล่าถึงผลของการไม่มีเวลาดูแลสุขภาพช่องปากลูกคนแรกที่ผ่านมา จึงทำให้วันนี้เธอนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาดูแลลูกเล็กคนถัดมา

แม้โครงการนี้จะทำในพื้นที่เพียงแค่ 4 ตำบลของจังหวัดชลบุรีก็ตาม แต่ ทพ.วสันต์ กล่าวว่า โครงการลักษณะนี้เป็นการส่งเสริมมากกว่าการรักษา เกิดผลเป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้จากสถิติปัญหาฟันผุในเด็กปฐมวัยเขตอำเภอพานทอง ลดลงจาก 69.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการประเมินผลอีกครั้งหนึ่งถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิด ขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีการส่งเสริม เราจะวนอยู่กับการรักษา ซึ่งต้องทำอยู่ตลอดไปไม่รู้เมื่อใดจะแก้ปัญหาได้ ประกอบกับปัจจัยในเรื่องของค่ารักษาก็เป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนต่อการเข้า ถึงการรักษาด้วย

“ถ้าเราไม่ทำเรื่องของการเสริมสร้างป้องกัน เรื่องของฟันผุในเด็กจะต้องเพิ่มมากขึ้น และจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของการรักษามากขึ้นด้วย ซึ่งถ้าหากเด็กรุ่นต่อๆ ไปมีการป้องกันมากขึ้น มีฟันผุน้อยลงการรักษาก็จะต้องน้อยลงด้วยในอนาคต” นี่คือเป้าหมายของโครงการที่ ทพ.วสันต์ อยากให้เกิดขึ้น

อย่า ลืมว่า ปัญหาสุขภาพฟันเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ฟันมีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ถ้าฟันมีปัญหาอาจจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ รวมถึงปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากช่องปากและฟัน ไปจนถึงเรื่องของสภาพจิตใจของเด็กเมื่อโตขึ้น

เริ่มดูแลฟันลูกน้อยตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้พูดได้อย่างเต็มปากว่า “ยิ้มสดใส เด็กไทยฟันดี”

ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

สอนอย่างไรให้ลูกรู้ “ซ้าย – ขวา”

Tuesday, January 27th, 2009

วัยทารกและเด็กเล็กถือเป็นวัยที่ว่ายวน อยู่กับพัฒนาการหลายอย่างที่จะหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นตามวัย ภาษาเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการที่ทำให้พวกเขาทั้งสนุก ทั้งค้นหาและเลียนแบบ พวกเขาจะฟังในทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทโดยเฉพาะที่คุณพูด แล้วเจ้าตัวน้อยก็จะทำการเลียนแบบ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงมีคำแนะนำออกมาไม่ให้เด็กเรียนรู้ภาษาจากเด็ก ด้วยกันเองเพราะตามธรรมชาติเด็กน้อยจะเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ของเขาเอง

ดังนั้นคุณอยากให้ลูกพูดแบบใด วิธีการที่ดีที่สุดคุณต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกเช่นนั้นด้วย เจ้าตัวน้อยไม่ได้เล็กเกินไปที่จะเรียนรู้ และหลายครั้งเขาอาจจะทำให้คุณถึงกับอึ้งไปกับภาษาที่เขาเข้าใจในแบบฉบับของ เขาเอง แถมยังเจื้อยแจ้วออกมาชนิดที่ว่าคุณคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียวเช่น เดียวกับการสอนให้เขารู้จักซ้าย และขวา หลักการง่าย ๆ เบื้องต้นคือ พูดสองคำนี้ทุกครั้งที่คุณต้องใช้มัน แล้วเจ้าตัวเล็กของคุณจะค่อย ๆ ซึมซับและเลียนแบบไปทีละเล็กละน้อยเอง ลองมาดูขั้นตอนง่ายๆและทำตามกันดู

ขั้นที่หนึ่ง ทุกครั้งที่หอมแก้มลูกน้อย คุณอาจพูดประโยคที่ให้เขารับรู้ซ้ำๆว่า นั่น คือ ซ้าย หรือ ขวา เช่น “มาจุ๊บแก้มซ้าย. “มาจุ๊บแก้มขวา” หรือ เวลาเล่นจั๊กจี้ฝ่าเท้าลูก ก็ย้ำว่าเป็นเท้าซ้าย หรือเท้าขวา ไปด้วยทุกครั้ง
ขั้นที่สอง เรียนรู้ยามช้อปปิ้งในรถเข็น เวลาที่เข็นรถที่เอาลูกนั่งไปด้วย ระหว่างที่ผ่านชั้นวางสินค้าสารพัด ก็ชี้ชวนให้ลูกดูพร้อมพูดซ้าย ขวา บ่อย ๆ เช่น “ดูดอกไม้สีแดงที่ด้านขวานั่นสิลูก”
ขั้นที่สาม เมื่อลูกน้อยหัดคลาน คุณก็ลงไปนอนราบกับพื้นเล่นลูกบอลกับเขาแล้วบอก “เอ๊…ลูกบอลอยู่ไหนน้า…” “อ่อ…อยู่ใกล้แขนข้างซ้ายของลูกงัยจ๊ะ”
ขั้นที่สี่ ลูกน้อยวิ่งซน เวลาไปเดินซื้อของเจ้าจอมซนมักไม่อยู่นิ่ง คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งอารมณ์เสีย แต่เปลี่ยนเป็นส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ซ้าย ขวา ด้วยการบอกให้เขานำทาง (ไหน ๆ ก็ไม่ยอมให้จับอยู่แล้ว) ทำเป็นเล่นเกมหาของไปซะเลย
ขั้นที่ห้า เดินหารถในลานจอด “โน่น รถเราอยู่ทางขวานั่นไง” (แต่อย่าลืมจับลูกให้ปลอดภัยก่อน เพราะรถอาจวิ่งเข้า ออก สวนมาเป็นอันตรายได้)
ขั้นที่หก เล่นเกมซ่อนหา ลูกหาเราไม่เจอ คุณอาจส่งเสียงบอกทาง “เลี้ยวขวาซิคะลูก”
ขั้นที่เจ็ด ยามที่จอมซนเริ่มหาของเล่นตัวเองไม่เจอ คุณต้องใจเย็น อย่าด่วนใจร้อนเดินไปหยิบให้ลูกเสียเองล่ะ ค่อย ๆ บอกเขา “อยู่ในลิ้นชักด้านขวามือไงจ๊ะ”
ขั้นที่แปด ชี้โน่นชี้นี่ให้ดูระหว่างนั่งไปในรถ “ลูกดูช้างทางขวานี่สิจ๊ะ”
ขั้นที่เก้า เมื่อลูกโตขึ้นอีกนิดก่อนวัยเรียน อาจทิ้งป้ายราคารองเท้าไว้ข้างใดข้างหนึ่ง หรือถ้าลูกเดินไม่สะดวก อาจหาของมาประดับเก๋ ๆ แทน เพื่อให้เขาจำได้ว่าทุกครั้งที่ก้าวย่างด้วยข้างที่มีป้ายหรือของประดับอยู่ คือข้างซ้าย หรือ ขวาเสมอ ๆ นั่นเอง

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและข้อควรจำ
-คุณต้องอย่าเผลอใช้คำว่า “ตรงนั้น ตรงนี้ หรือ ตรงโน้น” แทน “ทางซ้าย” หรือ “ทางขวา” เด็ดขาด ยกเว้นว่าจะสอนลูกเรื่องระยะใกล้ ไกล
-ลูกอาจเกิดอาการหงุดหงิดกับบทฝึกที่เขาจะต้องแสดงออก แต่นั่นจะกลายเป็นการเรียนรู้โดยธรรมชาติและเข้าใจไปโดยทันที
-ถ้าลูกไปผิดทิศทาง คุณอย่าเผลอแสดงอาการผิดหวังหรือหงุดหงิดเด็ดขาด แต่ต้องไปทำให้เขาเห็นว่าทางไหนถูก
-อย่าสับสนเองเวลาคุณหันหน้าเข้าหาลูกว่าทางไหนกันแน่ คือ ซ้าย และ ขวาของลูก

พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของลูก ฉะนั้นหากต้องการให้ลูกเรียนรู้แบบไหน การกระทำและแสดงออกของพ่อแม่คือบทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์