Archive for the ‘health’ Category

รักวัวให้ผูก รักลูกต้อง “…”

Wednesday, January 14th, 2009

พญ.สุธิรา ริ้วเหลือง
สำนวนไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เป็นสำนวนอันสะท้อนให้เห็นถึงการเลี้ยงดูลูกในครอบครัวคนไทยสมัยก่อนที่สืบ ต่อกันมาที่ให้ความสำคัญกับการ “ตี” ลูกมาโดยตลอด ซึ่งการตีในที่นี้เป็นการตีเพื่อแสดงถึงสิทธิในการอบรมลูกของพ่อแม่ ต้องการให้ลูกเป็นเด็กดี เฉกเช่นการผูกวัวไว้เพื่อป้องกันการเดินหลงทาง แต่วิธีการเลี้ยงดูแบบนี้อาจใช้ไม่ได้เสมอไป เมื่อมีข้อสงสัยว่า การอบรมสั่งสอนลูกด้วยการตีนั้น สมควรทำหรือไม่ หากไม่สมควร รักวัวให้ถูก แล้วรักลูกให้ทำอย่างไร

ความคิดเห็นในเรื่องของการตีลูกนั้น พ่อแม่เองก็มีความคิดที่ต่างกันออกไป บางครอบครัวตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าลูกทำผิดก็ต้องอบรม และตักเตือนเขา เพราะฉะนั้นการตีลูกก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ในขณะเดียวกันอาจมีพ่อแม่บางคนก็ตั้งใจไว้เช่นกันว่า ไม่ว่าลูกจะทำผิดอะไรก็จะไม่ตักเตือนลูกด้วยการตีเด็ดขาด

พญ.สุธิรา ริ้วเหลือง จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า “ทุกอย่างตามหลักจิตวิทยาบอกไว้ว่า ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ คือทุกอย่างมันผสมผสานกันหมดระหว่างดีและไม่ดี ดังนั้นการตีลูกจึงไม่สามารถบอกได้ว่า ควรตีหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า ตีลูกไม่ดี ต้องตีลูกถึงจะดี”

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็น “การสั่งสอนลูก”หรือ “การปรับพฤติกรรม”โดยการตีนั้น สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรตระหนักคือ การ ตีไม่ใช่การลงโทษ ดังนั้นพ่อแม่ต้องดูพื้นฐานของลูกว่า เขามีพฤติกรรมอย่างไร ก้าวร้าวหรือไม่ ถ้าเคยตีลูกไปแล้ว ต้องสังเกตว่าเขาเชื่อเรารึเปล่า เพราะเด็กบางคนถูกตีแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาปรับปรุงตัว ซ้ำยังมีพฤติกรรมต่อต้านพ่อแม่มากขึ้นอีกด้วย

พญ.สุธิรา แนะในเรื่องของการตีลูกว่า “ก่อนที่พ่อแม่จะลงมือตีลูกนั้น พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “ตี”ให้ดีเสียก่อนว่า การที่พ่อแม่ตีลูกนั้น ตีเพราะลูกทำไม่ถูกต้อง พ่อแม่ต้องการปรับพฤติกรรมลูก นี่คือตีอย่างถูกวิธี ในขณะที่การตีที่ไม่ถูกวิธีนั้นคือ การตีเพื่อเป็นการลงโทษลูก ไม่พอใจในการกระทำของลูก ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น เก็บกด รวมไปถึงการไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ทั้งนี้การจะตีลูกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ พื้นฐานของเด็ก กฎกติกาที่พ่อแม่ตั้งไว้ และสิ่งแวดล้อม พ่อ แม่ต้องดูว่า ลูกของเราเลี้ยงง่ายหรือไม่ เชื่อฟังเรามากน้อยแค่ไหน ลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร เพราะเด็กบางคนถูกตีแล้วกลายเป็นเด็กไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรอีกเลย”

นอกจากสิ่งที่พญ.สุธิรากล่าวมานั้น อีกประการหนึ่งที่พ่อแม่ทุกคนไม่ควรละเลยคือ ก่อนการตัดสินใจลงไม้ลงมือกับลูก พ่อแม่ต้องรู้จักอดทนในพฤติกรรมของลูกให้ได้ก่อน ต้องสอนเขาก่อนที่จะตีเขาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว การ ที่พ่อแม่จะตีลูกนั้น ควรบอกลูกด้วยว่า ตีเขาเพราะอะไร ลูกทำอะไรผิด พ่อแม่อาจจะถามลูกก่อนก็ได้ว่า รู้ไหมว่าทำไมลูกถึงถูกตี? ประโยคเหล่านี้จะทำให้ลูกรู้สึกว่า การที่เขาถูกตีนั้น นอกเหนือจากความรักแล้ว พ่อแม่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลอีกด้วย

และเมื่อพ่อแม่ตัดสินใจตีลูก แน่นอนว่าเขาต้องร้องไห้เสียงดังออกมาจนพ่อแม่เองก็อดสงสารไม่ได้ แต่พ่อแม่ต้องไม่ตีแล้วโอ๋ลูกทันที เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เขาจะเคยตัวและรู้สึกว่า จะทำผิดอย่างไร พ่อแม่ก็ต้องใจอ่อน แต่ปัญหามักอยู่ตรงที่มีคนอื่นมาโอ๋ลูกบ่อยครั้งเมื่อเขาถูกตี โดยลักษณะนี้มักพบได้ในครอบครัวขยาย ซึ่งหมายถึง ครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยญาติพี่น้องของสามีหรือภรรยา เช่น พี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ลุงอยู่ภายในบ้านเดียวกัน

“สิ่งที่ควรทำก็คือ พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับทุกคนในบ้านว่า เราไว้ใจทุกคน เชื่อมั่นว่าทุกคนจริงใจและรักหลาน เราต้องต้องนำความรักที่มีต่อหลานมาสอนเขาให้เขาเป็นเด็กดี เราต้องช่วยซึ่งกันและกัน พ่อแม่ไม่ควรต่อว่าญาติผู้ใหญ่ ถ้าเขาโอ๋หลานของเขา เรา ต้องพูดดีๆ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่า ลูกของเราทำผิดอะไร ทำไมต้องถูกตี แม้ว่ายากที่จะบอกให้เขาเข้าใจ แต่พ่อแม่ต้องพยายามพูดด้วยความนอบน้อมที่สุด” พญ.สุธิรา เสริม

แม้ว่า พ่อแม่สมัยใหม่มักเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องตีลูก การตีลูกเป็นสิ่งที่คนโบราณเขาทำกัน และยังทำร้ายจิตใจเด็กอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วหากลูกถูกตีบ้างเมื่อเขาทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้รู้ว่า เขาทำผิดอะไรถึงถูกตี เด็กจะสนใจความผิดที่ตัวเองทำ เพราะเขาอาจไม่รู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรผิด หรือในบางครั้งอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างไรก็ตาม พ่อ แม่ไม่ควรตีลูกต่อหน้าคนอื่นโดยไม่จำเป็น เพราะเด็กเองก็มีความรู้สึกนึกคิด มีศักดิ์ศรี ซึ่งทำให้เขารู้สึกอายเป็นเหมือนกัน ดังนั้นการตีที่พ่อแม่พึงปฏิบัตินั้นคือ พ่อแม่ต้องไม่ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บ อายและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง สิ่งที่ควรทำคือ ควรจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองกล้าหาญ ที่กล้ารับผิด หรือกล้าเผชิญความจริง ซึ่งความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นจากจิตสำนึกของเขาได้ต่อเมื่อ เขายอมรับว่าเขาผิดและสมควรถูกตี

ที่มา : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003121

10 นิสัยดีๆที่ควรสอนลูก

Wednesday, January 14th, 2009

การฝึกเด็กๆให้มีทัศนคติและอุปนิสัยในการใช้ชีวิตให้ถูกต้องทั้ง เรื่องการเข้าสังคมและหัดดูแลสุขภาพตั้งแต่อายุน้อยๆจะทำให้สิ่งเหล่านี้ติด ตัวเขาไปเป็นกำไรตลอดชีวิต และเหล่านี้คือเรื่องสำคัญที่ควรสอนให้เด็กๆปฎิบัติเป็นอุปนิสัย

1. สั่งน้ำมูกให้หมด
ยิ่งสอนให้เด็กๆสั่งน้ำมูกเป็นเร็วเท่าไหร่ก็จะลดปัญหาสุขภาพของเขา ได้มากเท่านั้น เพราะจมูกที่คั่งด้วยน้ำมูกก็จะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหูและโรคอื่นๆอีกมาก

วิธีสอน หัดให้เด็กพ่นลมแรงๆออกจากปากก่อนในขั้นแรกเหมือนที่เล่นเป่าหมอกจากกระจก จากนั้นให้เขาพ่นลมแบบนั้นออกจากจมูกแต่ละข้างทีละครั้ง ไม่ช้าเขาก็ทำได้เอง

2. บริโภคอาหารเช้าทุกวัน
มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดเพราะจะช่วยให้เด็กๆคิดและเรียนดีขึ้น

วิธีสอน คิดเมนูอาหารเช้าแปลกๆใหม่ๆให้เด็กได้สนุกกับมันแทนที่จะจำเจ ลองเปลี่ยนแซนวิชแฮมที่เคยกินเป็นประจำเป็นกล้วยปั่นกับโยเกิร์ตบ้างก็ได้

3. ปกป้องผิวตนเอง
ผู้เป็นมะเร็งผิวหนังส่วนใหญ่มักเกิดจากการตากแดดสะสมตั้งแต่วัยเยาว์ สอนให้เด็กๆรู้เรื่องนี้และทาครีมกันแดดก่อนทุกครั้ง
วิธีสอน ชวนเขาเล่นทาครีมกันแดดด้วยกันหรือพกใส่กระเป๋าเด็กๆไว้ให้หยิบง่ายๆ

4. ขยับร่างกายกำลังบ้าง
เด็กเดี๋ยวนี้มักชอบนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์หรือดูโทรทัศน์นานๆโดยไม่ ขยับไปไหนๆทำให้เจ็บป่วยบ่อยๆ ควรให้เขามีกิจกรรมด้านอื่นๆบ้าง

วิธีสอน เลือกของเล่นที่ต้องใช้การออกกำลังเช่น จักรยาน บาสเกตบอล ปิงปอง ฯลฯ และสมาชิกในบ้านก็ควรร่วมเล่นกับเขาด้วย

5. ดูแลสุขภาพฟันของตน
สอนเด็กๆว่าการไม่แปรงฟันหรือปล่อยให้ฟันผุจะมีโรคร้ายอื่นๆตามมา

วิธีสอน ช่วยวัย 3-5 ขวบเป็นวัยค้นคว้าและเรียนรู้ สอนให้เขาหัดแปรงฟันให้ถูกต้องและพาไปซื้อแปรงสีฟันแบบที่เขาชอบเพื่อ กระตุ้นให้เขาอยากแปรงฟันมากขึ้น

6. ปิดปากและล้างมือเมื่อจาม
มีเชื้อโรคหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายเวลาไอหรือจามออกมา เช่น เชื้อหวัด เชื้อโรคหัด โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ

วิธีสอน บอกเด็กๆให้ปิดปากเวลาไอหรือจาม และล้างมือทุกครั้งหลังไอหรือจามเพื่อกันการถ่ายโอนเชื้อจากหน้าสู่มือและไปยังคนอื่นๆด้วย

7. สู้เพื่อทำดีที่สุด ไม่ใช่เพื่อเป็นคนเก่งที่สุด
ใน โลกการแข่งขันและความกดดันที่ไร้เหตุผล ไม่มีใครจะได้ทุกอย่างที่ตนต้องการ ให้เด็กๆได้รู้ว่าเขาได้ใช้ความชำนาญทำทุกอย่างเต็มที่ นั่นคือความภูมิใจไม่ใช่ที่ผลตัดสินจากคนอื่น

วิธีสอน อย่าชมเชยกับผลของรางวัลมากเกินไปแต่ให้ความสำคัญกับพัฒนาการและผลของความพยายามของเขาแทน

8. รู้จักบริโภคอาหารที่มีคุณค่า
อย่าให้เด็กติดอาหารขยะเป็นนิสัย ทำให้เป็นโรคอ้วนและเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานเมื่อโตขึ้น

วิธีสอน หาอาหารว่างที่มีประโยชน์เช่นผลไม้หรือขนมทำเองที่มีส่วนผสมที่ดี แต่อย่าสอนให้เด็กบริโภคขนมเป็นประจำจนติดนิสัย

9. เข้าห้องน้ำทุกเช้า
เด็กควรถูกฝักหัดเรื่องกิจวัตรการขับถ่ายประจำวัน แพทย์ระบุว่าอาการเตือนเกี่ยวกับระบบขับถ่ายของร่างกายจะเกิดขึ้นมากที่สุด คือช่วงหลังอาหารเช้า และเด็กๆควรจะได้มีเวลาเข้าห้องน้ำในช่วงนั้น

วิธีสอน หัดให้เด็กตื่นเร็วขึ้นอีกเล็กน้อยโดยเปลี่ยนเวลาการนอนเพื่อนอนามัยที่ดีของเขา

10. ควบคุมความโกรธ
ไม่ ว่าจะเป็นอาการเกรี้ยวกราดหรือการแสดงสีหน้าอารมณ์แทนที่จะระเบิดมันออกมา เพื่อให้เด็กได้มีเกราะป้องกันตัวและหัดประนีประนอมกับชีวิตได้ในวันข้าง หน้าเมื่อพบกับเหตุการณ์คับขัน

วิธีสอน บอกเด็กๆว่า อารมณ์เหล่านั้นเป็นเพียงสัญญาณอย่างหนึ่งที่ต้องพิจารณาให้ปล่อยออกมาใน ระดับที่เหมาะสมหรืออาจละทิ้งไปไม่คิดถึงมันก็ได้

เรื่องของการดูแลเด็กๆก็เหมือนการปลูกต้นไม้ หากผู้ใหญ่สนใจหมั่นตัดแต่งและให้ในสิ่งที่เหมาะสม ต้นไม้สุดรักของเราก็เติบโตงดงามแข็งแรง มาสร้างนิสัยดีๆในการใช้ชีวิตให้เด็กๆตั้งแต่วันนี้เพื่ออนาคตที่เป็นผลกำไร ของตัวเขาเอง

ขอบขอบคุณข้อมูลจาก
สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชียงใหม่
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000004381

Canesten

Saturday, February 23rd, 2008

Canesten

Nasosal

Saturday, February 23rd, 2008

Nasosal

olbas children

Saturday, February 23rd, 2008

olbas

Hydromol

Wednesday, February 20th, 2008

Hydromol