Archive for January, 2009

Babtism

Saturday, January 31st, 2009

Today focus was babtised at 2 PM at Holy Cross Church, Leicester. It is a bit surprised for us that she wasn’t cry when the prist babtised her. On the other hands, she was very enjoy herself and hold a candle tightly.

Babtism dress

Baptism is a rite practiced in most Christian churches. Commonly, a minister or priest sprinkles or pours water over the head of the person to be baptized. In some churches the person is briefly immersed entirely in water. Some churches baptize in the name of the Father, the Son, and the Holy Spirit (Matthew 28:19). Others baptize in the name of Jesus (Acts 2:38, 8:16,10:48, 19:5).

Focus

First Step

Saturday, January 31st, 2009

Focus walks the frist step tpday after she play baby walker toys last night. It is the first time that she dares to wlak without support even just only 2 steps.

Focus at School

Thursday, January 29th, 2009

Play with massive corn flour.

Sing songs

ลูกรักฟันดี เริ่มที่ซี่แรก

Tuesday, January 27th, 2009

ยังมีผู้เข้าใจว่าการดูแลรักษาฟันเริ่มที่ฟันแท้ ความจริงแล้วฟันแท้จะดีได้ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาฟันน้ำนมด้วย

แต่น่าเป็นห่วงเมื่อเห็นผลการสำรวจเด็กไทยกลุ่มอายุ 3 ปี เมื่อปี 2548 พบว่า เด็กไทยมีปัญหาฟันน้ำนมผุถึงร้อยละ 60 และเฉพาะในพื้นที่อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี จากการสำรวจของ ทันตแพทย์วสันต์ สายเสวีกุล และ คณะ พบว่าฟันน้ำนมผุถึงร้อยละ 52 และเมื่อปี 2550 พบว่ามีอัตราเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 69.7 นอกจากนี้ในเด็กแต่ละคนมีฟันผุเฉลี่ยถึง 2 ซี่

สาเหตุหลักมาจากการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่ปล่อยให้เด็กดื่มนมจนหลับ คาขวด รวมถึงการดื่มนมชนิดหวาน หรือเครื่องดื่มที่มีรสหวาน ขาดการทำความสะอาดในช่องปาก เด็กไม่แปรงฟัน หรือเด็กแปรงฟันเอง แต่ไม่สะอาด รวมไปจนถึงการเสริมฟลูออไรด์ที่ไม่ต่อเนื่อง นำมาสู่ผลที่ทำให้เด็กอายุ 0-3 ปี เกิดฟันผุขึ้นมาได้ และอาจส่งผลไปถึงฟันแท้ในอนาคตได้

ดังนั้นเมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ให้การสนับสนุนดำเนินโครงการสร้างเสริมทันตสุขภาพในเด็ก 0-3 ปี อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2551 และจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 31 มี.ค. 2552 เพื่อที่จะลดอัตราฟันผุของเด็กกลุ่มนี้ในพื้นที่ให้น้อยลง และให้ความรู้ผู้ปกครองในการเลี้ยงดูลูก และกระตุ้นให้เห็นความสำคัญในการดูแลช่องปากของลูกน้อย รวมถึงการให้ความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.)ในพื้นที่เพื่อกระจายความรู้ไปสู่ชุมชนให้มากขึ้นด้วย

ทพ.วสันต์ ทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลพานทอง จ.ชลบุรี ผู้รับผิดชอบโครงการนี้ เล่าถึงการดำเนินโครงการที่ผ่านมากว่า 9 เดือนว่า โครงการมีพื้นที่เป้าหมาย 4 ตำบลคือ ต.พานทอง ต.หนองตำลึง ต.บ้านเก่า และ ต.บางนาง การดำเนินงานที่ผ่านมาได้มีการจัดอบรมให้ความรู้แก่ อสม. ในพื้นที่ร่วมกับสถานีอนามัย องค์การบริหารส่วนตำบล เทศบาลตำบลพานทอง และคณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นวิทยากร นอกจากนี้ยังลงพื้นที่สถานีอนามัยเพื่อให้ความรู้ผู้ปกครองที่มีลูกเล็กเป็น การกระตุ้นให้เห็นความสำคัญ และให้ฟลูออไรด์วานิช (เคลือบฟัน) กับเด็กที่เริ่มมีฟันน้ำนมขึ้นแล้ว

ในการลงพื้นที่ครั้งล่าสุดที่สถานีอนามัยหนองตำลึง เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง และให้ฟลูออไรด์วานิชกับเด็ก ผู้ปกครองหลายคนพาลูกหลานมาร่วมอบรม พร้อมทั้งซักถามด้วยความสนใจ เพื่อที่ความรู้เหล่านี้จะถูกนำไปใช้ เมื่อกลับไปถึงบ้าน

หนึ่งในผู้เข้าอบรม ชนกานต์ ยาปัญ คุณแม่ที่มีลูกน้อยวัย 4 เดือนเศษ เธอเป็นแม่บ้านจึงมีเวลามากพอที่จะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง บอกว่าทุกครั้งที่มีการอบรมเรื่องการดูแลสุขภาพเด็กเธอจะสนใจเข้าร่วม และความรู้ที่ได้ก็นำไปใช้กับลูก แม้ว่าลูกจะดื่มนมตัวเอง แต่ทุกครั้งเธอจะทำความสะอาดโดยใช้ผ้าเช็ดปากเพื่อล้างคราบนม หรือป้อนน้ำตาม รวมถึงพาลูกมารับฟลูออไรด์ตามที่แพทย์กำหนด

การเอาใจใส่สุขภาพช่องปากของลูกเช่นที่ชนกานต์ทำอยู่นี้ มีผลให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน เมื่อเธอบอกว่าลูกคนแรกของเธอที่ตอนนี้อายุ 6 ขวบแล้ว ฟันแท้เริ่มขึ้น แต่พบว่าไม่มีฟันผุเลย เนื่องจากเธอปฏิบัติเช่นนี้กับลูกคนแรกเช่นกัน

ส่วน รัชนี กรรณีวงษ์ คุณแม่ที่มีลูกวัย 6 เดือน บอกว่า ฟันน้ำนมของลูกขึ้นตั้งแต่อายุ 4 เดือนแล้ว จึงพาลูกมารับฟลูออไรด์ เธอบอกว่า “น้องแทน” เป็นลูกคนที่สอง ซึ่งเธอมีโอกาสได้เลี้ยงเอง จึงนำความรู้ที่ได้รับจากการอบรมไปใช้ ด้วยการทำความสะอาดช่องปากให้ลูกทุกวันๆละ 2 ครั้ง

“โชคดีที่ลูกคนนี้ได้มีโอกาสเลี้ยงเอง ลูกจึงได้ดื่มนมแม่ ไม่ต้องดื่มนมจากขวด ทำให้ดูแลได้ง่ายขึ้น ลูกคนแรกตอนนี้อายุ 8 ขวบแล้วไม่ได้เลี้ยงดูเอง ไม่ได้ดูแลเขาแบบนี้ ตอนนี้ฟันแท้ขึ้นแล้วเขามีฟันผุทั้งปากเลย เพราะชอบกินขนมหวาน ลูกอม ตอนนี้ต้องพาไปหาหมอฟันอยู่บ่อยๆ” รัชนีเล่าถึงผลของการไม่มีเวลาดูแลสุขภาพช่องปากลูกคนแรกที่ผ่านมา จึงทำให้วันนี้เธอนำความรู้ที่ได้จากการอบรมมาดูแลลูกเล็กคนถัดมา

แม้โครงการนี้จะทำในพื้นที่เพียงแค่ 4 ตำบลของจังหวัดชลบุรีก็ตาม แต่ ทพ.วสันต์ กล่าวว่า โครงการลักษณะนี้เป็นการส่งเสริมมากกว่าการรักษา เกิดผลเป็นรูปธรรมพิสูจน์ได้จากสถิติปัญหาฟันผุในเด็กปฐมวัยเขตอำเภอพานทอง ลดลงจาก 69.7 เปอร์เซ็นต์ ลดลงเหลือ 38 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหลังจากนี้จะต้องมีการประเมินผลอีกครั้งหนึ่งถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิด ขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีการส่งเสริม เราจะวนอยู่กับการรักษา ซึ่งต้องทำอยู่ตลอดไปไม่รู้เมื่อใดจะแก้ปัญหาได้ ประกอบกับปัจจัยในเรื่องของค่ารักษาก็เป็นอุปสรรคสำหรับประชาชนต่อการเข้า ถึงการรักษาด้วย

“ถ้าเราไม่ทำเรื่องของการเสริมสร้างป้องกัน เรื่องของฟันผุในเด็กจะต้องเพิ่มมากขึ้น และจะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของการรักษามากขึ้นด้วย ซึ่งถ้าหากเด็กรุ่นต่อๆ ไปมีการป้องกันมากขึ้น มีฟันผุน้อยลงการรักษาก็จะต้องน้อยลงด้วยในอนาคต” นี่คือเป้าหมายของโครงการที่ ทพ.วสันต์ อยากให้เกิดขึ้น

อย่า ลืมว่า ปัญหาสุขภาพฟันเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ฟันมีหน้าที่ในการบดเคี้ยวอาหาร ถ้าฟันมีปัญหาอาจจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ รวมถึงปัญหาการเจ็บป่วยด้วยโรคบางโรคซึ่งมีสาเหตุมาจากช่องปากและฟัน ไปจนถึงเรื่องของสภาพจิตใจของเด็กเมื่อโตขึ้น

เริ่มดูแลฟันลูกน้อยตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่ในอนาคตเราจะได้พูดได้อย่างเต็มปากว่า “ยิ้มสดใส เด็กไทยฟันดี”

ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

สอนอย่างไรให้ลูกรู้ “ซ้าย – ขวา”

Tuesday, January 27th, 2009

วัยทารกและเด็กเล็กถือเป็นวัยที่ว่ายวน อยู่กับพัฒนาการหลายอย่างที่จะหล่อหลอมให้เขาเติบโตขึ้นตามวัย ภาษาเป็นอีกหนึ่งพัฒนาการที่ทำให้พวกเขาทั้งสนุก ทั้งค้นหาและเลียนแบบ พวกเขาจะฟังในทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทโดยเฉพาะที่คุณพูด แล้วเจ้าตัวน้อยก็จะทำการเลียนแบบ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมจึงมีคำแนะนำออกมาไม่ให้เด็กเรียนรู้ภาษาจากเด็ก ด้วยกันเองเพราะตามธรรมชาติเด็กน้อยจะเรียนรู้ภาษาจากพ่อแม่ของเขาเอง

ดังนั้นคุณอยากให้ลูกพูดแบบใด วิธีการที่ดีที่สุดคุณต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกเช่นนั้นด้วย เจ้าตัวน้อยไม่ได้เล็กเกินไปที่จะเรียนรู้ และหลายครั้งเขาอาจจะทำให้คุณถึงกับอึ้งไปกับภาษาที่เขาเข้าใจในแบบฉบับของ เขาเอง แถมยังเจื้อยแจ้วออกมาชนิดที่ว่าคุณคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียวเช่น เดียวกับการสอนให้เขารู้จักซ้าย และขวา หลักการง่าย ๆ เบื้องต้นคือ พูดสองคำนี้ทุกครั้งที่คุณต้องใช้มัน แล้วเจ้าตัวเล็กของคุณจะค่อย ๆ ซึมซับและเลียนแบบไปทีละเล็กละน้อยเอง ลองมาดูขั้นตอนง่ายๆและทำตามกันดู

ขั้นที่หนึ่ง ทุกครั้งที่หอมแก้มลูกน้อย คุณอาจพูดประโยคที่ให้เขารับรู้ซ้ำๆว่า นั่น คือ ซ้าย หรือ ขวา เช่น “มาจุ๊บแก้มซ้าย. “มาจุ๊บแก้มขวา” หรือ เวลาเล่นจั๊กจี้ฝ่าเท้าลูก ก็ย้ำว่าเป็นเท้าซ้าย หรือเท้าขวา ไปด้วยทุกครั้ง
ขั้นที่สอง เรียนรู้ยามช้อปปิ้งในรถเข็น เวลาที่เข็นรถที่เอาลูกนั่งไปด้วย ระหว่างที่ผ่านชั้นวางสินค้าสารพัด ก็ชี้ชวนให้ลูกดูพร้อมพูดซ้าย ขวา บ่อย ๆ เช่น “ดูดอกไม้สีแดงที่ด้านขวานั่นสิลูก”
ขั้นที่สาม เมื่อลูกน้อยหัดคลาน คุณก็ลงไปนอนราบกับพื้นเล่นลูกบอลกับเขาแล้วบอก “เอ๊…ลูกบอลอยู่ไหนน้า…” “อ่อ…อยู่ใกล้แขนข้างซ้ายของลูกงัยจ๊ะ”
ขั้นที่สี่ ลูกน้อยวิ่งซน เวลาไปเดินซื้อของเจ้าจอมซนมักไม่อยู่นิ่ง คุณพ่อคุณแม่อย่าเพิ่งอารมณ์เสีย แต่เปลี่ยนเป็นส่งเสริมให้เขาเรียนรู้ซ้าย ขวา ด้วยการบอกให้เขานำทาง (ไหน ๆ ก็ไม่ยอมให้จับอยู่แล้ว) ทำเป็นเล่นเกมหาของไปซะเลย
ขั้นที่ห้า เดินหารถในลานจอด “โน่น รถเราอยู่ทางขวานั่นไง” (แต่อย่าลืมจับลูกให้ปลอดภัยก่อน เพราะรถอาจวิ่งเข้า ออก สวนมาเป็นอันตรายได้)
ขั้นที่หก เล่นเกมซ่อนหา ลูกหาเราไม่เจอ คุณอาจส่งเสียงบอกทาง “เลี้ยวขวาซิคะลูก”
ขั้นที่เจ็ด ยามที่จอมซนเริ่มหาของเล่นตัวเองไม่เจอ คุณต้องใจเย็น อย่าด่วนใจร้อนเดินไปหยิบให้ลูกเสียเองล่ะ ค่อย ๆ บอกเขา “อยู่ในลิ้นชักด้านขวามือไงจ๊ะ”
ขั้นที่แปด ชี้โน่นชี้นี่ให้ดูระหว่างนั่งไปในรถ “ลูกดูช้างทางขวานี่สิจ๊ะ”
ขั้นที่เก้า เมื่อลูกโตขึ้นอีกนิดก่อนวัยเรียน อาจทิ้งป้ายราคารองเท้าไว้ข้างใดข้างหนึ่ง หรือถ้าลูกเดินไม่สะดวก อาจหาของมาประดับเก๋ ๆ แทน เพื่อให้เขาจำได้ว่าทุกครั้งที่ก้าวย่างด้วยข้างที่มีป้ายหรือของประดับอยู่ คือข้างซ้าย หรือ ขวาเสมอ ๆ นั่นเอง

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยและข้อควรจำ
-คุณต้องอย่าเผลอใช้คำว่า “ตรงนั้น ตรงนี้ หรือ ตรงโน้น” แทน “ทางซ้าย” หรือ “ทางขวา” เด็ดขาด ยกเว้นว่าจะสอนลูกเรื่องระยะใกล้ ไกล
-ลูกอาจเกิดอาการหงุดหงิดกับบทฝึกที่เขาจะต้องแสดงออก แต่นั่นจะกลายเป็นการเรียนรู้โดยธรรมชาติและเข้าใจไปโดยทันที
-ถ้าลูกไปผิดทิศทาง คุณอย่าเผลอแสดงอาการผิดหวังหรือหงุดหงิดเด็ดขาด แต่ต้องไปทำให้เขาเห็นว่าทางไหนถูก
-อย่าสับสนเองเวลาคุณหันหน้าเข้าหาลูกว่าทางไหนกันแน่ คือ ซ้าย และ ขวาของลูก

พ่อแม่เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดของลูก ฉะนั้นหากต้องการให้ลูกเรียนรู้แบบไหน การกระทำและแสดงออกของพ่อแม่คือบทเรียนที่ดีที่สุดสำหรับเขา

ที่มา : โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Time to rummage

Monday, January 19th, 2009

Blow the organ

Monday, January 19th, 2009

We’re really surprised how she can do it but it is quite good because she can learn how to blow the candle when she is one year.

Talkative Girl

Thursday, January 15th, 2009

Focus @ School

Thursday, January 15th, 2009

Foot and hand print today

รักวัวให้ผูก รักลูกต้อง “…”

Wednesday, January 14th, 2009

พญ.สุธิรา ริ้วเหลือง
สำนวนไทยที่ว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” เป็นสำนวนอันสะท้อนให้เห็นถึงการเลี้ยงดูลูกในครอบครัวคนไทยสมัยก่อนที่สืบ ต่อกันมาที่ให้ความสำคัญกับการ “ตี” ลูกมาโดยตลอด ซึ่งการตีในที่นี้เป็นการตีเพื่อแสดงถึงสิทธิในการอบรมลูกของพ่อแม่ ต้องการให้ลูกเป็นเด็กดี เฉกเช่นการผูกวัวไว้เพื่อป้องกันการเดินหลงทาง แต่วิธีการเลี้ยงดูแบบนี้อาจใช้ไม่ได้เสมอไป เมื่อมีข้อสงสัยว่า การอบรมสั่งสอนลูกด้วยการตีนั้น สมควรทำหรือไม่ หากไม่สมควร รักวัวให้ถูก แล้วรักลูกให้ทำอย่างไร

ความคิดเห็นในเรื่องของการตีลูกนั้น พ่อแม่เองก็มีความคิดที่ต่างกันออกไป บางครอบครัวตั้งใจไว้เลยว่า ถ้าลูกทำผิดก็ต้องอบรม และตักเตือนเขา เพราะฉะนั้นการตีลูกก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ในขณะเดียวกันอาจมีพ่อแม่บางคนก็ตั้งใจไว้เช่นกันว่า ไม่ว่าลูกจะทำผิดอะไรก็จะไม่ตักเตือนลูกด้วยการตีเด็ดขาด

พญ.สุธิรา ริ้วเหลือง จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น และ รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า “ทุกอย่างตามหลักจิตวิทยาบอกไว้ว่า ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ คือทุกอย่างมันผสมผสานกันหมดระหว่างดีและไม่ดี ดังนั้นการตีลูกจึงไม่สามารถบอกได้ว่า ควรตีหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่า ตีลูกไม่ดี ต้องตีลูกถึงจะดี”

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็น “การสั่งสอนลูก”หรือ “การปรับพฤติกรรม”โดยการตีนั้น สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรตระหนักคือ การ ตีไม่ใช่การลงโทษ ดังนั้นพ่อแม่ต้องดูพื้นฐานของลูกว่า เขามีพฤติกรรมอย่างไร ก้าวร้าวหรือไม่ ถ้าเคยตีลูกไปแล้ว ต้องสังเกตว่าเขาเชื่อเรารึเปล่า เพราะเด็กบางคนถูกตีแต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาปรับปรุงตัว ซ้ำยังมีพฤติกรรมต่อต้านพ่อแม่มากขึ้นอีกด้วย

พญ.สุธิรา แนะในเรื่องของการตีลูกว่า “ก่อนที่พ่อแม่จะลงมือตีลูกนั้น พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับคำว่า “ตี”ให้ดีเสียก่อนว่า การที่พ่อแม่ตีลูกนั้น ตีเพราะลูกทำไม่ถูกต้อง พ่อแม่ต้องการปรับพฤติกรรมลูก นี่คือตีอย่างถูกวิธี ในขณะที่การตีที่ไม่ถูกวิธีนั้นคือ การตีเพื่อเป็นการลงโทษลูก ไม่พอใจในการกระทำของลูก ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากขึ้น เก็บกด รวมไปถึงการไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ทั้งนี้การจะตีลูกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย คือ พื้นฐานของเด็ก กฎกติกาที่พ่อแม่ตั้งไว้ และสิ่งแวดล้อม พ่อ แม่ต้องดูว่า ลูกของเราเลี้ยงง่ายหรือไม่ เชื่อฟังเรามากน้อยแค่ไหน ลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร เพราะเด็กบางคนถูกตีแล้วกลายเป็นเด็กไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรอีกเลย”

นอกจากสิ่งที่พญ.สุธิรากล่าวมานั้น อีกประการหนึ่งที่พ่อแม่ทุกคนไม่ควรละเลยคือ ก่อนการตัดสินใจลงไม้ลงมือกับลูก พ่อแม่ต้องรู้จักอดทนในพฤติกรรมของลูกให้ได้ก่อน ต้องสอนเขาก่อนที่จะตีเขาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว การ ที่พ่อแม่จะตีลูกนั้น ควรบอกลูกด้วยว่า ตีเขาเพราะอะไร ลูกทำอะไรผิด พ่อแม่อาจจะถามลูกก่อนก็ได้ว่า รู้ไหมว่าทำไมลูกถึงถูกตี? ประโยคเหล่านี้จะทำให้ลูกรู้สึกว่า การที่เขาถูกตีนั้น นอกเหนือจากความรักแล้ว พ่อแม่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลอีกด้วย

และเมื่อพ่อแม่ตัดสินใจตีลูก แน่นอนว่าเขาต้องร้องไห้เสียงดังออกมาจนพ่อแม่เองก็อดสงสารไม่ได้ แต่พ่อแม่ต้องไม่ตีแล้วโอ๋ลูกทันที เพราะมิเช่นนั้นแล้ว เขาจะเคยตัวและรู้สึกว่า จะทำผิดอย่างไร พ่อแม่ก็ต้องใจอ่อน แต่ปัญหามักอยู่ตรงที่มีคนอื่นมาโอ๋ลูกบ่อยครั้งเมื่อเขาถูกตี โดยลักษณะนี้มักพบได้ในครอบครัวขยาย ซึ่งหมายถึง ครอบครัวใหญ่ที่ประกอบด้วยญาติพี่น้องของสามีหรือภรรยา เช่น พี่ ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย ลุงอยู่ภายในบ้านเดียวกัน

“สิ่งที่ควรทำก็คือ พ่อแม่ต้องทำความเข้าใจกับทุกคนในบ้านว่า เราไว้ใจทุกคน เชื่อมั่นว่าทุกคนจริงใจและรักหลาน เราต้องต้องนำความรักที่มีต่อหลานมาสอนเขาให้เขาเป็นเด็กดี เราต้องช่วยซึ่งกันและกัน พ่อแม่ไม่ควรต่อว่าญาติผู้ใหญ่ ถ้าเขาโอ๋หลานของเขา เรา ต้องพูดดีๆ อธิบายให้พวกเขาเข้าใจว่า ลูกของเราทำผิดอะไร ทำไมต้องถูกตี แม้ว่ายากที่จะบอกให้เขาเข้าใจ แต่พ่อแม่ต้องพยายามพูดด้วยความนอบน้อมที่สุด” พญ.สุธิรา เสริม

แม้ว่า พ่อแม่สมัยใหม่มักเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องตีลูก การตีลูกเป็นสิ่งที่คนโบราณเขาทำกัน และยังทำร้ายจิตใจเด็กอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้วหากลูกถูกตีบ้างเมื่อเขาทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้รู้ว่า เขาทำผิดอะไรถึงถูกตี เด็กจะสนใจความผิดที่ตัวเองทำ เพราะเขาอาจไม่รู้ตัวเองว่ากำลังทำอะไรผิด หรือในบางครั้งอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อย่างไรก็ตาม พ่อ แม่ไม่ควรตีลูกต่อหน้าคนอื่นโดยไม่จำเป็น เพราะเด็กเองก็มีความรู้สึกนึกคิด มีศักดิ์ศรี ซึ่งทำให้เขารู้สึกอายเป็นเหมือนกัน ดังนั้นการตีที่พ่อแม่พึงปฏิบัตินั้นคือ พ่อแม่ต้องไม่ทำให้ลูกรู้สึกเจ็บ อายและไม่มีความมั่นใจในตัวเอง สิ่งที่ควรทำคือ ควรจะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองกล้าหาญ ที่กล้ารับผิด หรือกล้าเผชิญความจริง ซึ่งความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นจากจิตสำนึกของเขาได้ต่อเมื่อ เขายอมรับว่าเขาผิดและสมควรถูกตี

ที่มา : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003121